jbidea's profilebeware expire datePhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
March 25 10คนเล่นคอมพิวเตอร์
คงน้อยคนที่จะไม่รู้จักงานคอมมาร์ทล่ะมั้งครับ
เพราะเล่นจัดกันแทบจะทุกไตรมาสซะขนาดนั้น
แรกๆ ผมก็เฉยๆกับงานนี้ครับ
ก็เหมือนงานคอมอื่นๆ ทั่วไปที่มีไว้ขายของจริงๆ
จนกระทั่งย้ายงานมาที่ปัจจุบัน
ที่ขยันออกงานแทบจะทุกครั้ง
ผมเลยออกจะคุ้นเคยกับงานนี้ไปโดยปริยาย
เหตุผลที่คนมาคอมมมาร์ทมากกว่างานเทคโนโลยีอื่นๆคง
ด้วยเหตุผลเดียวครับ
คือมาเดินหาของลดราคา
ซึ่งมีทั้งลดราคาจริง และทำเหมือนว่ามันจะลดราคา
บรรยากาศการเดินคอมมาร์ทนั้น
มันเหมือนกับเราเดิน คลองถม เดินจตุจักร
แต่เปลี่ยนแค่สถานที่กับของที่ขายเท่านั้นจริงๆ
การเดินงานนี้ให้บรรลุวัตถุประสงค์
มันพอมีเทคนิคนิดหน่อยครับ
1. อย่าเอารถมา เพราะถ้าคุณไม่ได้มาตั้งแต่ก่อนเปิดงานจริงๆ
มันจะหาที่จอดยากมาก ถึงหาได้ก็เดินกันขาลาก
ถ้าเอาสะดวกขึ้นรถไฟฟ้ามาลงสถานีอโศก
แล้วมุดดินอีกต่อ หรือนั่งรถมุดดินมาเลยก็ได้ครับ
เพราะจะโผล่มาข้างหน้าสถานที่จัดงานพอดี
2. ถ้าเป็นสตาฟ
พยายามขอ sticker มาเลยครับ
ผมเคยไปถึงหน้างานเพื่อไปจัดบูธ
ขนาดใส่เสื่อของบูธไป
แล้วบูธนี่อยู่ในระยะสายตา
ยามยังไม่ให้เข้าเลยครับ..เซ็งมาก
3. พยายามกดเงินมาล่วงหน้าครับ
เพราะแถวจะยาวถึงยาวมาก
แล้วเลี่ยงไปกดตรง atm ที่ใกล้ 7-11 เพราะคนจะค่อนข้างน้อย
ถ้าคิดจะใช้การ์ดก็ต้องบอกว่า
หลายร้านไม่รับการ์ด แต่หลายร้านที่รับแล้วก็ไม่ชาร์จ
บางร้านมีผ่อน 0%
แล้วคนขายบางทีขี้เกียจครับ
อย่างผมไปซื้อของตามคำขอของคุณ คนที่ผมสนิทด้วยมากๆ
เธอดันไปรู้มาว่า usb thumb มีลดราคา
เลยฝากซื้อมาด้วย พร้อมส่งตาหวานวิ๊งๆ
ว่าออกตังค์ให้ก่อนด้วยนะคะ
อุตส่าห์เดินไปที่บูธบริษัทแม่
ปราดเข้าไปถามว่ารับการ์ดมั้ยครับ
คนขายตอบฉะฉานว่ารับแต่เงินสดค่ะ
ก็ค่อยๆควักมาจนหมดกระเป๋า
เดินเบาตัวกันไป
พอเดินไปถึงอีกมุมของบูธปะป้ายตัวบะเอ้งมากว่า
รับเครดิตการ์ด...ไม่ชาร์จ
ถ้าคนไม่แน่น มือไม่ได้ถือของกองใหญ่
คงเดินไปเฉ่งคนขายซักรอบนึง
4. ตรวจสอบราคามาล่วงหน้า
ของบางอย่างถูกจริง แถมจริง
ของบางอย่างพยายามจะอ้างว่าถูก
แต่ไปข้างนอกก็เจอราคาเท่ากัน...มันทำให้เราเจ็บใจเล่น
5. ห้องน้ำที่งานมีเยอะครับ แต่คนก็เยอะตาม
ให้ไปที่ชั้นใต้ดิน ด้านหลังๆ ฝั่งซ้าย
คนไม่ค่อยมีครับ โอ่โถง โล่งสบาย
6. วันแรกของที่ลดราคามันก็ลด แต่มันอาจจะมีจำนวนจำกัด
ไปวันถัดมายังพอมีได้ลุ้น
ไปวันสุดท้าย ลดราคา เปลี่ยนป้ายกันเห็นๆ
แต่บางทีของต้องรอรับทีหลัง ทั้งของจ่ายตังค์และของแถม
7. ถ้าคุณเคยมาครั้งแรก ครั้งต่อไป
คุณจะไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง เพราะ 80 % บูธอยู่ที่เดิม
8. ถ้าอยากกินข้าวใกล้พริตตี้ ให้ไปที่ฟูดคอร์ทวันธรรมดา
ถ้ามาเสาร์อาทิตย์ ที่กินข้าวทุกที่จะเต็มไปด้วยคน
9. โซนจัดงานมี 4 โซนใหญ่
อยากได้ของถูกแบบ pantip / อยากไปทำบัตรเครดิต /ผ่อนของ ไปชั้นใต้ดิน
อยากได้กล้อง โน้ตบุ๊ค mp3 ไปชั้น 2
อยากได้มือถือ อยากดูของโชว์ อยากชิงโชค ไปชั้นลอย
10. อย่าไปกันเยอะเป็นหมู่คณะในวันหยุด
ถ้าไม่อยากประกาศหาคนหาย
11. ถ้าไม่อยากถือโบรชัวร์ให้เมื่อย ไปเดินเลื้อยๆ แถวบูธใหญ่
เดี๋ยวเขาจะแถมถุงใบโตให้คุณ
12. งานแบบนี้ใช่ว่าจะไม่มีของเลียนแบบ
13. ถ้าคุณมีเพื่อนในอินเตอร์เน็ต เชื่อได้เลยว่าต้องเจอเขา
หรือเธอที่งานนี้แน่ๆ อย่างน้อย 1 คน
14. อย่าเสียใจที่พลาดงานนี้
คุณยังมีเวลาอีก 3 เดือนที่จะเก็บเงินทัน March 06 09ดีที่สุดแล้ว : เดอะ ซัน
เหนื่อยใจเหลือเกิน ยิ่งไขว่ขว้ายิ่งไกลยิ่งห่าง ยอมแล้วทุกทางไม่เดินต่อไป
หมดสิ้นแรงพลัง หมดความหวังแม้เริ่มต้นใหม่ ท้อแท้เสียใจยับเยินกลับมา ความดีสั่งสมมานานไม่เคยเพียงพอสักอย่าง ทำดีกี่ครั้งไม่เคยพอใจ
ทำผิดเพียงครั้งก็ซ้ำให้กลายไปเป็นเรื่องใหญ่ นี่ใช่ไหมผลของการทุ่มเท ทำดีที่สุดแล้วไม่เห็นมีใครเข้าใจ ทำดีที่สุดแล้วชีวิตยังพังทลาย
ต้องอยู่สู้ทน ผ่านคืนวันอันโหดร้าย ขอได้โปรดเห็นใจ อยากให้เธอเข้ามา จบปัญหาชี้ทางสว่าง มองเห็นหนทางก้าวเดินต่อไป
จุดประกายพลัง จุดไฟหวังให้เริ่มต้นใหม่ คอยพลิกฟื้นหัวใจให้คืนกลับมา เพียงเธอปลอบโยนเบาๆเข้าใจตัวเราก็พอ มีเธอความท้อก็คงมลาย
เพียงเธอห่วงใยดูแลมั่นใจในชีวิตใหม่ แต่สุดท้ายไม่มีแม้เธอ ทำดีที่สุดแล้วไม่เห็นมีใครเข้าใจ ทำดีที่สุดแล้วชีวิตยังพังทลาย
ต้องอยู่สู้ทน ผ่านคืนวันอันโหดร้าย ขอได้โปรดเห็นใจ ความดีสั่งสมมานานไม่เคยเพียงพอสักอย่าง ทำดีกี่ครั้งไม่เคยพอใจ
ทำผิดเพียงครั้งก็ซ้ำให้กลายไปเป็นเรื่องใหญ่ นี่ใช่ไหมผลของการทุ่มเท ทำดีที่สุดแล้วไม่เห็นมีใครเข้าใจ ทำดีที่สุดแล้วชีวิตยังพังทลาย
ต้องอยู่สู้ทน หมั่นทำดีกันต่อไป ซักวันหนึ่ง ฮืม... -------------------------------------------------------------
วันนี้ ผมแค่รู้สึก..."เหนื่อยใจ"
กับสิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่า..."ลูกค้า"
คนทำงานบริการ เขามีหน้าที่ให้..."บริการ"
งานบริการ คือการขาย..."การบริการ"
ลูกค้าสำคัญมั้ย...."สำคัญ"
แต่ไม่ได้หมายถึงว่า ต้องขาย..."ชีวิต และวิญญาณ"
แต่ไม่ได้หมายถึงว่า ต้องขาย..."เกียรติ และ ศักดิ์ศรี"
เงินที่คุณจ่ายมา ไม่ได้หมายถึงว่า
คนที่ให้บริการ
ต้องขาย..."ความเป็นมนุษย์"
ให้คุณลูกค้าด้วยนะครับ
March 03 08วันก่อนผมทิ้งท้ายไว้ในข้อเขียนว่า
ที่บ้านตรงกันข้ามกัน ซึ่งเป็นบ้านของผู้กำกับรุ่นใหญ่ท่านหนึ่ง ที่เพิ่งย้ายมาเข้ามาอยู่ใหม่ ที่นั่น...กำลังจะมีพิธีครอบครู
และวันนี้ผมก็มีโอกาสได้ไปร่วมพิธีครอบครูพอดีครับ ถ้าใครติดตามข่าววงการบันเทิงแบบเกาะติดนิดนึง
คือไม่ได้สนใจแต่ข่าวประเภทที่ว่า ดาราคนไหนจะไปตะลิดติ๊ดชึ่งกับใคร
หรือว่าจะไปอนุรักษ์ป่าไม้กับใคร ก็จะได้เห็นข่าวในกรอบเล็กๆว่า ศิลปินอวุโสในวงการ ท่านนั้น ท่านนี้ ได้จัดงานทำบุญ แล้วก็จัดพิธีครอบครู การไหว้ครู หรือครอบครูนั้น
ก็เพื่อแสดงความเคารพต่อครู อาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชา แล้วก็เป็นพิธีที่ทำให้ศิษย์เปิดความมั่นใจ ในวิชาชีพทางนาฎศิลป์ของตนที่ร่ำเรียนมา บรรยากาศในงานเท่าที่ผมไปแบบไม่รู้จักใครเลย
นอกจากคุณน้า และน้องข้างบ้าน อ่อ...แล้วก็มีแม่ผมพาเข้าไป ระหว่างที่รอทำพิธี
ก็มีโอกาสได้คุยกับดาราเก่าท่านนึง เอาเป็นว่าผมเรียกพี่เค้าว่าพี่จิ๋มก็แล้วกัน พี่จิ๋มเป็นดาราที่ไต่เต้ามาจากตัวประกอบวันละ 150 บาท
จนมามีโอกาสแจ้งเกิดในฐานะดาราสมทบที่ออกแนวตลก ถ้าคนที่อายุ 25 ขึ้นไปน่าจะพอคุ้นตาอยู่บ้าง คือด้วยความที่แม่ผมไปบอกไว้เสร็จเรียบร้อยเลยว่า
ผมอยากทำงานวงการบันเทิง พี่จิ๋มเลยเข้าใจว่า....ผมคงอยากไปอยู่เบื้องหน้า ซึ่งแม่คงลืมไปบางอย่างว่า
จริงๆเมื่อก่อนน่ะ ผมน่ะเฉียดไปเฉียดมาอยู่เป็นปีๆแล้ว แต่มามีงานปัจจุบันนี่แหล่ะ ที่ผมได้แตะเรื่องบันเทิงน้อยสุด (ผิดจากที่หวังไว้ตอนแรกไปเยอะมาก!!!) จนทุกวันนี้ผมแอบคิดบ่อยๆว่า
ผมรู้สึกว่าอยากกลับไปอยู่เบื้องหลัง หรืออยู่ในวงจรธุกิจบันเทิงต่างหาก แล้วเหตุผลที่ผมไปเรียนร้องเพลง
ก็เพราะอยากอยู่เบื้องหลังต่างหาก -_-" (แต่ที่มาเป็น lead vocal ตามงาน มันคือการหาประสบการณ์มากกว่า) แต่การที่พี่จิ๋มเข้าใจไปแบบนั้น
มันก็ทำให้ผมได้ฟังคำบอกเล่าในอีกมุมนึง ซึ่งพอสรุปได้คร่าวๆว่า คือถ้าคิดว่าจะเข้ามาในวงการนี้ คือแค่รู้จักเนี่ย คนในวงการมันไม่พอหรอก (ซึ่งแม่ผมก็ไม่ได้บอกเค้าไปมั้ง ว่าที่รู้จักน่ะส่วนใหญ่มาจากงาน) แต่คุณต้องเดินไปนำเสนอ เดินไปขายตัวเองตามช่องทางต่างๆ พอวันนึงคุณได้นนำเสนอตัวเองแล้ว
ถ้าเกิดความสามารถ มันถึง มีอะไรที่เข้าตาจริงๆแล้วเนี่ย รายการอื่นๆ ช่องทางอื่นๆ เค้าจะมาดึงไปเอง เพราะมันมีอะไรที่ลิงค์กัน แล้วถ้ามีโอกาส ก็ควรแสดงออกให้เต็มที่ ระหว่างพูดไปพี่จิ๋มก็มองหน้าผมไปนิดนึง
เหมือนพอจะหาจุดขายภายใต้หน้าอันอ้วนกลมของผมได้มั้งว่า คือถ้าจะเอาดีเนี่ย คงต้องออกแนวฮาๆ บ้าๆ แล้วค่อยพลิกมามุมที่ดีๆ (คือแม่ผมไปพูดเสร็จว่าผมเรียนร้องเพลงอยู่) ซึ่งพี่จิ่มก็หันมาถามผมว่า ผมเป้นคนกล้าแสดงออกหรือเปล่า
ผมยิ้มแทนคำตอบครับ....
คือหลายๆอย่างที่ฟังพี่จิ๋มพูด
ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนแฟพันธุ์แท้เกมโชว์อยู่เหมือนกัน เพราะเพื่อนคนนี้มันส่งเบอร์โทรครีเอทีฟ รายการเกมโชว์มารายการนึงให้กับผม พร้อมกับชับว่าให้ผมลองโทรไปคุยตรงดู
เพราะเค้าหาคนอยู่
แล้ว...เพื่อนบอกว่า มันเห็นผมมีคาแรคเตอร์ชัดเจนดี
แล้วที่พี่จิ่มพูดมาคำนึง ซึ่งผมก็เห็นว่าด้วยว่า
คือการรมาครอบครูเนี่ยมันไม่ได้หมายความว่า มันจะทำให้เราได้ทำงานในวางกานนะ
แต่การที่คุณพยายามต่างหากที่จะพาไปถึงตรงนั้น
พยายามตั้งใจมุ่งมั่นกับมันเอาให้ได้ ภายใน 2 ปี
จริงๆ พี่แกพูดอะไรให้ฟังเยอะครับ
แล้วจะค่อยๆ ทยอยเล่าไป
กลับมาที่พิธีดีกว่าครับ
ข้างหลังก็เป็นเหมือนพิธีไหว้ครูทั่วไปครับ มีของบรวงสรวง มีพระพุทธรูป มีพระพิฆเนศ ตั้งอยู่ที่ด้านหลัง
แล้วข้างหน้าผมคื ผู้กำกับรุ่นอาจารย์ คือ คุณอาฉลวย ศรีรัตนา ถ้าใครูละคนกันตนา ก้ควรจะรู้จัก หรือคุ้นชื่อแกบ้าง ในฐานะผู้กำกับสุดเฮี้ยบ แต่กำกับงานได้ปราณีตมากๆ วันนี้อาฉลวยอยู่ในชุดขาว และกำลังงทำพิธีให้ลูกศิษย์อยู่
ไอ้ผมก้มาแบบเหวอๆเลยเพราะเจอกันแค่แว้บๆ ในฐานะเด็กบ้านตรงข้าม
แต่ข้างหน้านี่คนระดับอาจารย์เลยนะ
ผมก็อึ้งๆ ใจเต้นตึกๆไป ก่อนที่จะถึงคิวผมเนี่ย เค้าจะมีขันใบนึงให้ถือครับ
ในนั้นจะมีเหมือนผ้ายันต์สีแดง มีดอกบัว แล้วก็ให้เราใส่เงินไป 12 บาท เป็นค่าไหว้ครู พอไปถึงคิวก็ให้สวดมนต์ก่อน พอแปลๆ ได้ว่าน่าจะเกี่ยวกับครุบาอาจารย์ของเรา
จากนั้น ก็ถามไถ่เรื่องวานที่ทำ
ด้วยความที่เสียงไม่มีก็เลยบอกไปว่า ผมทำงานเขียนหนังสือ
แล้วอาฉลวยก็ถาม วันที่เกิด ช่วงเวลาที่เกิดแล้วก็ไปเขียนขยุกๆ บนกระดาษ แล้วก็ถามผมว่า ที่เขียนคือเขียนเรื่องอะไร ซึ่งอาฉลวยก้บอกว่าน่าจะลองเขียนพวกนิยาย หรือพวกเรื่องสั้นดูบ้าง ก็เลยไปว่า พยายามอยู่ครับ คือด้วยความที่คนอื่นเขาทำเบื้องหน้า เบื้องหลัง
ก็เลยได้เจอเจิมหน้าผากกัน
แต่ผมเขียนหนังสือ อาฉลวยเลยเอาดินสอมาเขียนอักขระ แล้วก็เอาเหมือนน้ำมันน่ะครับ มาวาดลงบนแผ่นมือขวา
แล้วเอามาประกบกับมือซ้าย แล้วก็อวยพรให้เขียนแล้วให้ได้เงิน เขียนงานแล้วมีคนรู้จัก
จากนั้นก็นำศรีษะของพ่อแก่มาครอบ
ระหว่างที่ครอบอาฉลวยก้สวดไปด้วย แล้วผมก็ต้องท่องคาถาไปด้วย ถามว่าไปครอบครูแล้วจะเกิดอะไรดีๆขึ้นกับชีวิตมั้ย
อืม...ข้อนั้นผมไม่รู้จริงๆครับ แต่ความรู้สึกของผมลึกๆ เคือ เหมือนเรามีครูคุ้มครองเราอยู่ เหมือนเรามีกำลังใจที่ได้รับคำอวยพรจากผู้หลักผู้ใหญ่ มัซึ่งตรงนั้นมันก่เป้นแรงผลักดันส่วนนึง ที่ทำเราให้เหมือนมีกำลังใจจ
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับพิธี อ่านที่นี่ครับ
* วันก่อนคนที่ผมสนิทมากๆ เขียนถึงคนเป็นใบ้
ตอนนี้ผมคอเจ็บมาก ไม่อาจจะใช้เสียงได้ เลยเข้าใจหัวอกคนเป็นใบ้อย่างที่สุด T_T
** แต่เรื่องดีๆ ตอนสังขารไม่ค่อยจะดี ก็ตอนที่มีคนยังห่วงเรา ไล่เรากลับบ้านอยู่นี่ล่ะครับ
March 01 07เวลาที่ผมบอกว่า
ผมมีงานอีกอย่างนึงที่ทำคือ การเป็นนักเขียน ความรู้สึกของคนที่มองเข้ามา ก็จะมองด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง ว่าคนที่เพิ่งบอกว่าตัวเองเป็นนักเขียนไปเมื่อครู่นี้ มันต้องรู้ลึก รู้จนชาญเชี่ยว เกี่ยวกับเรื่องที่ตัวเขียนมากกว่าคนทั่วไปแน่ๆ ซึ่งมันก็จะเป็นแบบนั้นน่ะนะครับ แต่ก็ไม่แน่เสมอไป แะคำถามที่ผมเจอเสมอๆ คือ
ถ้าจะเป็นคนเขียนหนังสือควรจะเริ่มต้นอย่างไร ผมเองก็เป็นคนเขียนหนังสือสมัครเล่นมาพักใหญ่ๆ วันนี้ก็จะเรียงลำดับให้เป็นข้อๆ ไปก็แล้วกัน 1. รักการอ่าน และไม่เกี่ยงที่จะอ่านหนังสือในทุกๆแนว
เพราะคนเขียนหนังสือได้ ต้องเหมือนมีลิ้นชักใส่ของไว้ในสมองน่ะครับ แต่สิ่งที่กองในลิ้นชักสมอง คือความรู้ในเรื่องต่างๆ การอ่านนอกเหนือจากเรื่องที่สนใจ มันจะทำให้เราได้ข้อมูลวิธีการคิด การเขียน ที่ต่างๆกันไปในรูปของเนื้อหา ก็ลองอ่านบทวิเคราะห์การเมือง
บทวิเคราะห์เรื่องกระแสดารา บทวิเคราะห์กีฬาดูสิครับ เราจะเห็นความแตกต่างของการนำเสนอ และภาษาค่อนข้างชัดเจน ปัจจุบันผมเขียนเรื่องโมบายล์ อีกเล่มหนึ่งผมเขียนเรื่องอุปกรณ์ไฮเทค
แต่ก่อนหน้า ผมก็เคยเขียนเรื่องบันเทิง เรื่องเชิงกวี แล้วก็หนังสือวัยรุ่นนะ 2. เราถนัดเรื่องอะไร ก็เขียนเรื่องนั้นไปล่ะครับ เพราะในลิ้นชักสมอง เราคงมีความรู้ในเรื่องที่เราสนใจมากกว่าอย่างอื่น เวลาเขียน มันก็จะเขียนออกมาได้ง่าย เพราะมันมีภาพที่เราเห็นไในสมองอยู่แล้ว นอกจากนั้น เราเองก็จะไม่รู้สึกฝืนใจนักเวลาต้องหาข้อมูลเพิ่ม แต่เรื่องที่คุณเขียน
ควรจะเป็นเรื่องที่คนอื่นอยากรู้ด้วย หัดตั้งคำถามดูก็ดีครับ ว่าคนอยากรู้เรื่องอะไรแล้ว
คิดว่าตัวเองเป็นผู้ให้ความข้อมูลน่ะครับ 3. ลืมสำนวนของคนอื่นในหัวข้อ ที่ 1 ซะ
แล้วหาภาษาของตัวเองให้เจอ อันนี้พูดง่ายแต่ทำยากครับ แต่ต้องจำไว้ว่า กระดาษลอกลายทำได้แค่คล้ายต้นฉบับเท่านั้น 4. ควรมีวินัยในตัวเอง
การเขียนหนังสือมันไม่ต้องตอกบัตรเข้าทำงานครับ บ.ก. เค้าไม่สนใจหรอก ว่าวันๆ คุณจะนอนเมาแทบคลาน งานการได้ทำหรือไม่ แต่เค้าสนใจว่าคุณมีงานส่งตรงเวลาหรือเปล่า...แค่นั้นเอง อย่างถ้าตอนที่ต้องปิดต้นฉบับให้ลง
ผมจะงดออนไลน์แล้วหายไปนั่งปั่นเพื่อปิดงาน 5. หัดสรุปใจความให้เป็นครับ
บางคนมักจะพูดว่า นึกเรื่องเขียนไม่ออก แต่ก็จะมีคนที่เป็นในทางที่กลับกันคือ จะลองฟุ้งมุ่งเพ้อเจ้อไปเรื่อย วิธีแก้ง่ายๆ คือ แบ่งเรื่องเป็นช่วงครับ
เกริ่น / เนื้อหาหลัก / สรุปปิดท้าย แล้วกำหนดหน้ากระดาษที่ใช้ครับ อาจจะ 2-3 หน้า A4 แล้วลองเขียนดูครับ 6. หัดสังเกตุ จดจำ และบันทึก
ความคิดดีๆ สำนวนดีๆ มักมีอายุแค่ชั่วคราวครับ 7. หาที่เขาเปิดรับงานเขียน
ในหน้านิตยสารมักมีพื้นที่หรับนักเขียนหน้าใหม่เสมอ หาเล่มที่เราสนใจแล้วเขียนส่งไปครับ แต่ถ้ายังไม่มั่นใจ...ลองเอาเรื่องที่เราเขียน ไปโพสต์ลงในบล๊อค หรือว่าในเวบบอร์ดเพื่อดูประแสได้ครับ เพราะมีคนแจ้งเกิดด้วยวิธีนี้หลายคนอยู่ 8. อ่านถึงบรรทัดนี้แล้ว...ก็ควรลงมือเขียนครับ
ป.ล. เพิ่งมีคนติดต่อให้มาเขียนรีวิวโปรแกรมครับ โฮ่ๆ |
|
|